Legal articles / บทความกฎหมาย

    

การนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตร14(1) ผู้ใดโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่ความผิดความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา

ข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม หมายถึง ข้อมูลที่มีการทำขึ้นเพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นของผู้อื่น ไม่ใช่ข้อมูลของผู้โพสต์เอง เช่น การดัดแปลงข้อความบางส่วนของผู้โพสต์ โดยทำการบิดเบือนข้อความนั้น แล้วนำข้อความดังกล่าวไปเผยแพร่ให้ผู้อื่นเข้าใจผิดผู้โพสต์ เช่นนี้ข้อมูลย่อมเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม

ข้อมูลคอมพิวเตอร์เท็จ หมายถึง ข้อมูลที่ไม่ตรงความจริง เช่น การพิมพ์ข้อความที่เป็นการใส่ร้ายผู้อื่น เช่นนี้เป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์เท็จ

คำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับความผิดฐานนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ฎีกาที่2211/2566  ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา14(1) กล่าวคือ การนำข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน หรือการนำเข้าข้อมูลเท็จเพื่อหลอกลวงให้ผู้อื่นหลงเชื่อและเกิดความเสียหาย เป้นความผิดตามกฎหมายโดยหลักแล้ว แม้จะเป็นนการส่งข้อมูลผ่านไลน์ แต่ถ้าข้อความนั้นเข้าข่ายข้อมูลอันเป็นเท็จและทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนโดยรวม จึงเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์2560


ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา328 ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษรกระทำโดยการกระจายเสียง หรือกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น

คำหมิ่นประมาท หมายถึง การที่บุคคลที่หนึ่ง พูดถึงบุคคลที่สามให้บุคคลที่สองฟัง  โดยเป็นการใส่ความ ใส่ร้าย ไปในทางไม่จริงให้บุคคลที่สามได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติยศ หรือถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม ถ้าพูดแล้วทำให้ผู้อื่นเสียหาย ก็ผิดฐานหมิ่นประมาท

โฆษณา หมายถึง การเผยแพร่ข้อความออกไปยังสาธารณชน

การหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หมายถึง การกระทำใดๆ ที่ทำให้ข้อเท็จจริงนั้นแพร่หลายไปยังบุคคลภายนอก หรือสาธารณชน โดยการกล่าวพาดพิงถึงบุคคลอื่น ในลักษณะการใส่ความต่อบุคคลที่สามลงในสื่อสังคมออนไลน์  ซึ่งไม่ระบุชื่อ ใช้อักษรย่อ หรือคำใบ้ แต่หากการโพสต์ข้อความดังกล่าว สามารถสื่อให้บุคคลทั่วไปรู้ได้ว่าหมายถึงใคร ทำให้บุคคลนั้นได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติยศ หรือทำให้บุคคลนั้นถูกดูหมิ่นหรือเกลียดชัง ดังนั้นจะเข้าข่ายหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้

คำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ฎีกาที่6990/2539  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา328 กล่าวคือ การที่จำเลยที่2 นำคำสัมภาษณ์ของจำเลยที่1 ไปพาดหัวข่าวและลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับการรฉ้อโกงคนงาน แม้ข้อความพาดหัวจะแตกต่างจากคำสัมภาษณ์ แต่ก็เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงโดยไม่มีข้ออ้างจริงและเป็นการใส่ความโจทก์ ทำให้สื่อมเสียชื่อเสียง จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา


ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา341 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง

          มาตรา343 วรรคแรก ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน

          การฉ้อโกงธรรมดา หมายถึง การหลอกลวงกันในกลุ่มเล็กๆ หรือบุคคลเฉพาะเจาะจง เช่น การหลอกลวงเพื่อนหรือคนรู้จัก

          การฉ้อโกงประชาชน หมายถึง การกระทำโดยทุจริตหลอกลวงประชาชนทั่วไป โวยการแสดงข้อความเท็จหรือปกปิดความจริง เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือผลประโยชน์จากผู้อื่น โดยไม่จำเป็นว่าผู้เสียหายจะต้องเป็นกลุ่มเล็กๆ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น แต่หมายความรวมถึงการหลอกลวงที่เผยแพร่สู่สาธารณะ เช่น การโพสต์โฆษณาชวนลงทุนในโปรเจคที่ไม่มีอยู่จริง

          คำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ฎีกาที่47/2566 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา343 จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าผู้กระทำความผิดประสงค์ต่อผลครั้งเดียวหรือหลายครั้ง กล่าวคือ คดีนี้จำเลยกับพวกร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชนทั่วไปในทางแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะชักชวนบุคคลทั่วไปให้นำเงินมาลงทุนกับจำเลยและพวก หลอกลวงผู้เสียหายให้หลงเชื่อว่าจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินจำนวนมากเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อจากการหลอกลวงของจำเลยกับพวก และโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลย แม้การโอนเงินดังกล่าวจะกระทำหลายคราวอันเป็นผลสืบเนี่องมาจากการหลอกลวงในครั้งแรก ซึ่งไม่ปรากฏว่าจำเลยกับพวกได้กล่าวข้อความหลอกลวงใดๆขึ้นใหม่ จึงฟังได้ว่าจำเลยกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายครั้งเดียวโดยมีเจตนาเดียวเพื่อให้ได้เงินจากผู้เสียหาย ถึงจะต่างวาระกันก็เป็นความผิดกรรมเดียว

 
ความผิดฐานป้องกันเกินกว่าเหตุ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา69 ถ้าผู้กระทำได้กระทำไปเกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็น หรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ แต่ถ้าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลจะไม่ลงโทษผู้กระทำก็ได้

          การป้องกันเกินกว่าเหตุ หมายถึง การป้องกันตัวจากเหตุที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การกระทำของผู้ป้องกันนั้นกลับร้ายแรงยิ่งกว่าภยันตรายที่ต้องการจะป้องกัน

          การป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน หมายถึง กรณีที่ภยันตรายผ่านพ้นไปแล้ว หรือ ภยันตรายยังไม่มาถึงถึง แต่ได้กระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือผู้อื่นแล้ว

การป้องกันเกินกว่าเหตุ เช่น ใช้กำลังหรืออาวุธรุนแรงกว่าภยันตรายที่ได้รับ

กรณีที่ภยันตรายผ่านพ้นไปแล้ว เช่นคนร้ายวิ่งหนีไปแล้ว แต่ยังตามไปทำร้ายต่อ

ภยันตรายยังไม่มาถึงถึง เช่น การทำร้ายฝ่ายตรงข้ามก่อนที่เขาจะเริ่มลงมือกระทำ

          คำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับการความผิดฐานป้องกันกว่าเหตุ กล่าวคือ ผู้ตายกับพวกจอดรถกีดขวางทางจำเลย จึงเกิดมีปากเสียงกัน ต่อมารถของผู้ตายกับพวกขับออกไปก่อน จำเลยขับตามหลังออกมาจึงบีบแตรใส่1ที ระหว่างนั้นรถของผู้ตายกับพวกก็ขับไล่จี้พร้อมบีบแตรใส่จำเลย เมื่อถึงที่เกิดเหตุ ผู้ตายกับพวกได้มาจอดรถขวางหน้ารถของจำเลย และลงมาด่าทอจำเลยด้วยถ้อยคำหยาบคายและทำการทำร้ายร่างกายจำเลยด้วยการต่อยหน้า1ที จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงออกไป ดังนั้นย่อมถือได้ว่ามีอันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะเกิดขึ้นแก่ชีวิตและร่างกายของจำเลย ถึงแม้การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำเพื่อให้ตนเองพ้นจากภยันตรายดังกล่าว แต่ก็เป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ


การกระทำความผิดของเด็กและเยาวชน

โดยทั่วไปแล้วเมื่อมีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น แสดงว่ามีความเสียหายหรือเกิดอันตรายแก่สังคม บุคคลที่กระทำย่อมจะต้องได้รับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่เมื่อเป็นกรณีสำหรับเด็กหรือเยาวชนเป็นผู้กระทำความผิดขึ้น กฎหมายเห็นว่าพวกเขาเหล่านี้มีความรู้สึกผิดชอบอย่างจำกัด ไม่เหมือนกับกรณีผู้ใหญ่เป็นผู้กระทำความผิด ดังนั้น กฎหมายอาญาจึงกำหนด ความรับผิดทางอาญาของเด็กและเยาวชนไว้เป็นกรณีพิเศษ ในบางกรณีการกระทำความผิดของเด็กจะเป็นความผิดแต่กฎหมายอาจไม่ลงโทษก็ได้

เรื่องความรับผิดทางอาญาของเด็กและเยาวชน

1.อายุไม่เกิน10ปี เมื่อกระทำความผิดอาญาขึ้น ถือว่าเป็นผู้กระทำความผิด แต่กฎหมายยกเว้นโทษแก่เด็กนั้น โดยห้ามมิให้ลงโทษแก่เด็กนั้นเลย แต่การกระทำยังเป็นความผิดกฎหมายอาญาอยู่ เพียงแต่กฎหมายไม่เอาโทษเท่านั้น แต่ให้ส่งตัวเด็กนั้นให้แก่เจ้าหน้าที่ว่าด้วยการคุ้มครองเด็กเพื่อดำเนินการคุ้มครองสวสดิภาพ

2.เด็กอายุ10ปี แต่ไม่เกิน15ปี  เมื่อกระทำความผิดอาญาขึ้น ถือว่ามีเป็นผู้กระทำความผิด แต่เด็กในวัยนี้กฎหมายถือว่ามีความรู้สึกรับผิดชอบชั่วดีอย่างจำกัด จึงให้มีการยกเว้นโทษแก่ผู้ที่กระทำความผิด โดยห้ามมิให้ลงโทษอาญาแก่เด็กนั้นเลย แต่การกระทำยังเป็นความผิดกฎหมายอาญาอยู่ เพียงแต่กฎหมายไม่เอาโทษเท่านั้น แต่ให้ใช้วิธีการสำหรับเด็ก

3.เด็กอายุ15ปี แต่ไม่เกิน18ปี กฎหมายถือว่ามีความรู้สึกผิดชอบตามสมควรแล้ว แต่ก็ไม่อาจถือว่ามีความรู้สึก ผิดชอบอย่างเต็มที่ จึงให้ศาลพิจารณาเลือกลงโทษทางอาญาแก่เด็กนั้นเช่นเดียวกับคนทั่วไป แต่ให้ลดโทษลงกึ่งหนี่ง หรือศาลอาจเลือกใช้วิธีการสำหรับเด็กก็ได้

4.เด็กอายุ18ปี แต่ไม่เกิน20ปี ผู้กระทำความผิดที่มีอายุ18ปี แต่ไม่เกิน20ปี จะต้องรับโทษทางอาญาเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ แต่ศาลอาจใช้ดุลพินิจลดโทษลง1ใน3 หรือกึ่งหนึ่งของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ก่อนก็ได้

ดังนั้น เมื่อเด็กหรือผู้เยาว์เป็นผู้กระทำความผิดทางอาญา เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมต่อการแก้ไขฟื้นฟู บำบัด และปกป้องสวัสดิภาพเด็กและเยาวชนผู้ที่ถูกดำเนินคดีมิให้เป็นผู้กระทำความผิดในอนาคต

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 จึงมีมาตรการที่จะหลีกเลี่ยง การฟ้องคดี การดำเนินกระบวนการพิจารณาพิพากษาเช่นคดีธรรมดา แต่เปลี่ยนมาเป็นการคุมประพฤติแทนการฟ้องคดี การลงโทษจำคุก หรือใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย หรือการใช้วิธีการสำหรับเด็กให้เหมาะสมเฉพาะรายการแทนการลงโทษ เป็นต้น


บุคคลวิกลจริต

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา65 ผู้ใดกระทำความผิด ในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น แต่ถ้าผู้กระทำความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

คนวิกลจริต หมายถึง บุคคลที่มีความผิดปกติทางจิตหรือสติสัมปชัญญะวิปลาสไปจากคนปกติ ทำให้ไม่สามารถรู้ผิดชอบชั่วดี หรือไม่สามารถจัดการงานของตนเองได้ โดยอาจมีอาการหลงผิด ประสาทหลอน หรือไม่สามารถคิดและตัดสินใจได้เหมือนคนทั่วไป 

คำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับการกระทำความผิดขณะวิกลจริต ฎีกาที่8699/2563 จำเลยเรียกผู้เสียหายซึ่งเล่นอยู่กับเพื่อนให้ไปพบจำเลยที่ห้องเรียนวิทยาศาสตร์และห้องน้ำชาย แสดงว่าจำเลยเป็นผู้เลือกที่จะกระทำกับผู้เสียหายและเลือกสถานที่กระทำความผิด ที่ล้วนแต่เป็นที่ลับตาคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากกระทำชำเราผู้เสียหายที่ห้องน้ำชายแล้ว จำเลยยังบอกผู้เสียหายว่า จำเลยจะออกจากห้องน้ำไปก่อนให้ผู้เสียหายนับ 1 ถึง 200 แล้วจึงออกจากห้องน้ำ บ่งชี้ว่าจำเลยรู้สำนึกในการกระทำความผิดของตน รู้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง จึงหาทางกลบเกลื่อนและหลบซ่อนจากการรู้เห็นของผู้อื่น อันเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบและยังสามารถบังคับตนเองได้ จึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดในขณะมีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน แต่ยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ที่ศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65

 

อาวุธปืน

พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 4(1)  บัญญัติว่า “อาวุธปืน” หมายความรวมตลอดถึงอาวุธทุกชนิดซึ่งใช้ส่งเครื่องกระสุนปืนโดยวิธีระเบิดหรือกำลังดันของแก๊สหรืออัดลมหรือเครื่องกลไกอย่างใด ซึ่งต้องอาศัยอำนาจของพลังงานและส่วนหนึ่งของอาวุธนั้นๆ     

 

อาวุธปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน หมายถึง อาวุธทุกชนิดที่สามารถส่งกระสุนโดยวิธีระเบิด กำลังดันของแก๊ส การอัดลม หรือกลไกอะไรก็ตาม ซึ่งต้องใช้พลังงานและส่วนประกอบของตัวอาวุธในการส่งกระสุนออกไป เช่น ปืนพก ปืนไรเฟิล  ปืนยิงลูกดอก(กำลังยิงสูง) ปืนอัดลมสำหรับนักกีฬา ปืนหน้าไม้ โดยการตีความของศาลว่าสิ่งใดจะเป็นอาวุธปืนหรือไม่ ศาลมักจะพิจารณาจากศักยภาพในการทำอันตรายแก่ชีวิต

 

ตัวอย่างคำพิพากษาเกี่ยวกับอาวุธปืน ฎีกาที่  2802/2567 แม้โจทก์ฟ้องว่า ปืนแบลงก์กันของกลางเป็นอาวุธปืนที่ใช้ยิงทำอันตรายแก่ร่างกายได้ และจำเลยให้การรับสารภาพเมื่อปืนแบลงค์กันของกลางไม่มีการดัดแปลงลำกล้อง สภาพภายในลำกล้องมีเหล็กแกนขวางไม่อาจส่งกระสุนออกมาจากลำกล้องได้ ไม่สามารถใช้ร่วมกับกระสุนปืนจริงได้ เมื่อยิงกับกระสุนปืนแบลงค์กันมีผลเพียงเกิดเสียง เปลวไฟ แรงระเบิด แรงดัน จากการเผาไหม้ดินดอกไม้เพลิงพุ่งออกมาจากปลายลำกล้องเท่านั้น ไม่มีหัวกระสุนปืนออกจากปากลำกล้อง แสดงให้เห็นจุดประสงค์ในการทำหรือประกอบปืนแบลงค์กันขึ้นโดยมิได้ให้เป็นอาวุธปืนที่ใช้ส่งเครื่องกระสุนปืน โดยประสงค์ใช้ยิงให้เกิดเสียงดังและมีเปลวไฟจากการยิงเท่านั้น หากไม่ได้ยิงในระยะประชิดหรือเป็นรัศมีแรงระเบิดหรือกำลังดันของดินดอกไม้เพลิง ก็ไม่มีอานุภาพรุนแรงที่สามารถทำอันตรายแก่กาย ชีวิต หรือวัตถุได้ ดังเช่นอาวุธปืนทั่วไป จึงไม่เข้าตามบทนิยามคำว่า "อาวุธปืน" ตามมาตรา 4 (1) แห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ การมีรูปร่างลักษณะอันน่าจะทำให้คนทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นอาวุธปืนโดยสภาพ จึงเป็นเพียงสิ่งเทียมอาวุธปืนตามมาตรา 4 (5) แห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ เท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน

 

ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อว่า AI (Artificial Intelligence) เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน และมีบทบาทสำคัญในหลากหลาย อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์ การเงิน การศึกษา รวมไปถึงวงการศิลปะและวรรณกรรม การพัฒนาของ AI ได้ทำให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน  AI เป็นเทคโนโลยีที่สามารถเรียนรู้และปรับปรุงตนเองได้ โดยมีการใช้ในหลากหลายด้าน เช่น การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ การเขียนบทความ และการแต่งเพลง ซึ่งทำให้เกิดข้อกฎหมายเกี่ยวกับ การคุ้มครองลิขสิทธิ์ของผลงานที่สร้างโดยAI

AI คือ การทดลองกระบวนการคิดและการเรียนรู้ของมนุษย์ผ่านทางเครื่องจักร หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยเทคโนโลยี AI สามารถเรียนรู้และปรับตัวได้จากข้อมูลที่ได้รับ และสามารถข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลผลเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ

ดังนั้น กฎหมายควรกำหนดนิยามของ “งาน สร้างสรรค์” ที่เกิดจากการใช้ AI เป็นเครื่องมือ และระบุว่ามนุษย์จะต้องมีบทบาทสำคัญในกระบวนการสร้างสรรค์ เพื่อให้ผลงานนั้นสามารถได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และ ควรกำหนดความหมายของ "ผู้สร้างสรรค์" และ "เจ้าของลิขสิทธิ์ " ในกรณีที่ AI เป็นเพียงเครื่องมือใน การสร้างผลงาน  

 

ปัญหาเกี่ยวกับบัญชีม้า

ในยุคที่การทำธุรกรรมทางการเงินสามารรถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วผ่านระบบออนไลน์ ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีก็เพิ่มมากขึ้น หนึ่งในกลไกที่สำคัญที่กลุ่มมิจฉาชีพนิยมใช้ คือ บัญชีม้า ซึ่งปัจจุบันเป็นต้นเหตุของความเสียหายอย่างมากมาย

          บัญชีม้า คือ บัญชีเงินฝากธนาคาร หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกเปิดเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง บัญชีม้าเป็นบัญชีตัวแทน ในการใช้ทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการโอน รับโอน หรือชำระเงิน เพื่อปิดบังตัวตนที่แท้จริงของผู้ทำธุรกรรม

พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีพ.ศ.2566 บัญญัติขึ้นมาเพื่อประสงค์จะลงโทษผู้กระทำความผิดในเรื่องของบัญชีม้าและจัดระเบียบของสังคมให้มีความมั่นคงก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของสังคม

 พัฒนาการรูปแบบกลลวงมิจฉาชีพของบัญชีม้ามีความหลากหลายและมีความแยบยลมากขึ้นเรื่อย ๆไม่ว่าจะเป็นการกระทำของบุคคลเพียงคนเดียวตลอดจนมีการสมรู้ร่วมคิดกันกระทำความผิดเป็นกลุ่มหรือองค์กรโดยมีการพัฒนาไปถึงระดับอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งมีวิธีการหลากหลายที่ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อเป็นเหตุให้ผู้กระทำความผิดได้มาซึ่งทรัพยสิน หรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินเป็นจำนวนมากซึ่งปัจจุบันยังมีช่องวางของกฎหมายอยู่มากที่ไม่สามารถลงโทษผู้กระทำความผิดได้ หรือในบางกรณีการลงโทษก็ยังไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายที่มีอยู่ และอาจไม่สอดคล้องกับการแก้ปัญหา

 

พยานหลักฐาน

พยานหลักฐาน หมายถึง สิ่งใดก็ตามที่ใช้ชี้หรือพิสูจน์ ข้อเท็จจริงหรือไม่จริง ในข้อพิพาทกันทางคดีได้ แบ่งออกเป็น 4 ประเภทกล่าวคือ

  1. พยานบุคคล คือบุคคลที่มาเบิกความต่อศาลในข้อเท็จจริงที่ตนเองได้พบเห็นมาโดยตรงหรือรู้มาโดยแบ่งเป็นดังนี้ 

- ประจักษ์พยาน หมายถึง พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง

- พยานบอกเล่า หมายถึง พยานที่รับฟังข้อเท็จจริงจากคนอื่นมา แล้วมาเบิกความในศาล

- พยานแวดล้อม หมายถึง พยานที่รู้เห็นก่อนหรือภายหลังเกิดเหตุการณ์ พยานหลักฐานที่ไม่สามารถระบุจากข้ออเท็จจริงได้โดยตรง แต่สามารถอนุมานได้

  1. พยานเอกสาร คือ สิ่งที่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร พยานเอกสารสามัญมากในการนํามาสืบในคดีแพ่ง เพราะในคดีแพ่งมักทำสัญญากันไว้เป็นหลักฐาน ในการก่อนิติสัมพันธ์กัน ดังนั้น เมื่อเกิดข้อพิพาทกันตามสัญญา ก็จะต้องเอาสัญญามาเป็นหลักฐานในคดี เช่น สัญญากู้เงิน, สัญญาค้ำประกัน, บันทึกข้อตกลง, สัญญาซื้อขาย เป็นต้น
  2. พยานวัตถุ คือ วัตถุหรือสิ่งอื่นใดที่อาจจะพิสูจน์ความจริงต่อศาลได้โดยการตรวจดู มิใช่โดยการอ่านหรือพิจารณาข้อความที่บันทึกไว้ เช่น มีด ปืน ยาเสพติดของกลาง บาดแผล ของผู้เสียหาย ศพของผู้เสียชีวิต พยานวัตถุอาจเป็นพยานที่เป็นสังหาริมทรัพย์หรือเป็นอสังหาริมทรัพย์ 
  3. พยานผู้เชี่ยวชาญ คือ บุคคลที่ไม่ได้ประสบพบเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีนั้น แต่เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ มีฐานมาจากความรู้ความเชี่ยวชาญของผู้นั้น สามารถนํามาใช้ประกอบการวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงที่พิพาทกันในคดีได้ เช่น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะด้าน วิศวกร เป็นต้น

          คำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับพยานหลักฐาน ฎีกาที่2134/2543 แม้ว่าโจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะจำเลยและพวกฆ่าผู้ตาย แต่โจทก์มีพยานแวดล้อมเห็นเหตุการณ์ใกล้ชิดก่อนผู้ตายถูกยิงจนถึงแก่ความตาย โดยเห็นจำเลยและพวกโต้เถียงกับผู้ตายและชักอาวุธปืนจ้องจะยิงผู้ตาย เมื่อผู้ตายวิ่งหนี จำเลยและพวกถืออาวุธปืนวิ่งไล่ตามผู้ตายไปทันทีและมีเสียงปืนดังขึ้น1นัด หลังจากนั้นประมาณ 2นาที ก็มีเสียงปืนดังขึ้นอีก 2นัด ระยะเวลาที่จำเลยและพวกถืออาวุธวิ่งไล่ตามผู้ตายไปจนมีเสียงปืนดังขึ้นมารวม 3 นัดดังกล่าวเป็นช่วงเวลาไม่นานซึ่งไม่พอที่จะทำให้ระแวงสงสัยได้ว่าจะมีผู้อื่นที่เข้ามาฆ่าผู้ตายในช่วงเวลานั้น จึงเชื่อได้ว่าต้องเป็นจำเลยและพวกอย่างแน่แท้ที่ฆ่าผู้ตาย ทั้งเจ้าพนักงานตำรวจก็ตรวจพบมีดอีโต้ที่พวกจำเลยถือไปและรองเท้าแตะเปื้อนเลือด 1 ข้างของพวกจำเลยตกอยู่ในที่เกิดเหตุ พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักแน่นแฟ้น ฟังได้ว่า จำเลยและพวกร่วมกันฆ่าผู้ตาย

 

 

การครอบครองปรปักษ์

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1382 บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น ไว้โดยสงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา10ปี สังหาริมทรัพย์ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา5ปีไซร์ ท่านว่า บุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์

          การครอบครองปรปักษ์ หมายถึง การที่บุคคลเข้ายึดถือครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น (เช่น ที่ดิน บ้าน) โดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของ ตลอดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ทำให้บุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นมาโดยผลของกฎหมาย เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน ไม่ปล่อยให้รกร้าง. 

           ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาการครอบครองปรปักษ์ ฎีกาที่1589/2567

ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ให้การว่า เดิมที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 2 คัดค้านเป็นของ พ. ที่ขายให้จำเลยที่ 1 และ อ. โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วบุคคลทั้งสองยกให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ครอบครองทำประโยชน์โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปี จำเลยที่ 2 จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์นั้น เป็นเพียงการบรรยายถึงข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่มาของการที่จำเลยที่ 2 ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท หากข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทในโฉนดที่ดินของ พ. โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลา 10 ปี ก็อาจได้กรรมสิทธิ์จากการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 หาใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ให้การยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 มาแต่ต้น อันจะทำให้จำเลยที่ 2 ไม่สามารถครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 เองได้ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการครอบครองปรปักษ์

 

การฟ้องคดีล้มละลาย

คดีล้มละลาย คือคดีที่เกิดจากการที่บุคคลมีหนี้สินมากจนไม่สามารถชำระหนี้ได้ ทำให้ถูกฟ้องร้องบังคับคดีเพื่อนำทรัพย์สินออกขายและชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ถือเป็นการเริ่มต้นของคดีล้มละลาย แต่ยังไม่ได้มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายในทันที โดยวัตถุประสงค์ของคดีล้มละลายก็เพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย เจ้าหนี้จะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมในการจัดสรรแบ่งปันทรัพย์สินของลูกหนี้ ส่วนลูกหนี้ก็จะได้รับโอกาสกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการฟ้องคดีล้มละลาย ฎีกาที่368/2568 ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ แม้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสามล้มละลายจนศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามล้มละลายและต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับการปลดจากล้มละลายมีผลให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของตนซึ่งได้มานับแต่วันที่ได้รับการปลดจากล้มละลาย แต่สำหรับทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 109 เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย รวมทั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ผู้ร้องจึงอาจดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ซึ่งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ขอรับชำระหนี้ไว้แล้วตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงชอบที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ได้ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7

 

การรอลงโทษ

 

วิธีการนี้เน้นไปที่การแก้ไขฟื้นฟู ผู้กระทำความผิดที่ไม่สมควรถูกส่งตัวเข้าระบบเรือนจำ ให้ได้มีโอกาสกลับตัว และไม่กระทำผิดซ้ำในเวลาระหว่างรอการลงโทษ

 

รอการลงโทษ หมายถึง การที่ศาลตัดสินว่าจำเลยมีความผิดจริง แต่มีเหตุอันควรปรานี เช่น อายุ ประวัติ หรือพฤติกรรมดี ศาลจึงมีคำสั่ง พักโทษจำคุกจริงไว้ชั่วคราว (มักไม่เกิน 5 ปี) และให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีภายใต้การคุมประพฤติ โดยหากทำผิดซ้ำในช่วงเวลานี้ ศาลจะนำโทษจำคุกเดิมกลับมาลงโทษด้วย.

 

ตัวอย่างคำพิพากษารอการลงโทษ ฎีกาที่ 2515/2567หลักเกณฑ์การรอการลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคหนึ่ง (2) ต้องพิจารณาโทษจำคุกในความผิดที่ได้กระทำในคดีนั้น ๆ ว่าต้องคำพิพากษาให้จำคุกเกิน 6 เดือนหรือไม่ ซึ่งหมายถึงโทษจำคุกสุทธิก่อนบวกโทษที่รอการลงโทษในคดีอื่นเท่านั้น ดังนั้น เมื่อคดีก่อนศาลลงโทษจำเลยที่ 5 ให้จำคุกไม่เกิน 6 เดือน แม้ศาลคดีก่อนจะนำโทษจำคุกของจำเลยที่ 5 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอื่นมาบวกคดีละ 4 เดือน เป็นจำคุก 14 เดือน ก็ยังถือว่าอยู่ในเงื่อนไขหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคหนึ่ง (2) ได้ 

 

ความผิดฐานเป็นตัวการร่วม

 

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา83 ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

 

          ตัวการ หมายความว่า บุคคลที่มอบอำนาจให้ผู้อื่น (ตัวแทน) ทำการแทน หรือหมายถึงบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่ร่วมกันกระทำความผิดทางอาญา โดยการกระทำของตัวแทนจะมีผลผูกพันตัวการ และผู้ร่วมกระทำผิด

        ขายฝาก
         ขายฝาก คือสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ถอนทรัพย์นั้นคืนได้ ดังนั้นผู้ขายฝากจึงต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ขายฝากในขณะทำสัญญาขายฝาก

        กรณีทำสัญญาขายฝากที่ดินในขณะมีสิ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินนั้น แม้สัญญาขายฝากไม่ได้ระบุถึงสิ่งปลูกสร้างเอาไว้ ก็ถือว่าเป็นการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้นด้วย

 

เช่าอสังหาริมทรัพย์    

    เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ ถ้าเช่ามีกำหนดกว่า
สามปีขึ้นไป หากไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การเช่านั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีได้เพียงสามปี

หลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด อาจเป็นหลักฐานอะไรก็ได้ที่เป็นหนังสือ และมีข้อความแสดงให้เห็นว่าได้มีการทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น เช่น จดหมาย หรือใบเสร็จรับเงิน เป็นต้น

   หลักฐานเป็นหนังสือนั้นจะเกิดขึ้นหลังจากการตกลงทำสัญญาเช่าก็ได้ แต่ต้องเกิดขึ้นก่อนการฟ้องร้องบังคับคดี

   สัญญาเช่าต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดานั้น แม้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนนักงานเจ้าหน้าที่ก็ใช้บังคับกันได้ตามข้อตกลง

   สัญญาเช่าต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาไม่เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า ดังนั้น แม้ผู้เช่าถึงแก่ความตายสิทธิการเช่าต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าก็ไม่ระงับแต่ตกทอดไปยังทายาท

เช่าช่วง

เช่าช่วง ทรัพย์สินซึ่งเช่านั้น ผู้เช่าจะให้เช่าช่วงหรือโอนสิทธิของตนอันมีในทรัพย์สินให้แก่บุคคลภายนอกหาได้ไม่ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาเช่า

   ผู้เช่าจะเอาทรัพย์สินที่เช่าไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงไม่ได้ เพราะสัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว ผู้ให้เช่าคำนึงถึงคุณสมบัติของผู้เช่า

   

 

    ความผิดเกี่ยวกับการค้า

            ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ    (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา271)

 

 

 

 

   

    ฉ้อโกง

             ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ   (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา341) 

ตัวอย่างฎีกา ความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ไม่ได้จำกัดว่าผู้ที่ถูกหลอกลวงจะต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ แม้ทรัพย์นั้นจะเป็นของผู้หลอกลวง ถ้าหากผู้หลอกลวงโดยทุจริตหลอกลวงผู้ถูกหลอกลวงและโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงก็เป็นความผิดฐานฉ้อโกง
ฎีกาที่ 2062/2558

  

    ฉ้อโกงประชาชน

ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดง ข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา343 วรรคแรก)

      ตัวอย่างฎีกา  การแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะเห็นได้จากวิธีการหลอกลวง เมื่อจำเลยทั้งสี่กับพวกจัดตั้งระบบอุปกรณ์โทรศัพท์และระบบคอมพิวเตอร์ในรูปสำนักงานเครือข่ายโทรศัพท์ ขึ้นในต่างประเทศ และใช้การสื่อสารทางเสียงผ่านโครงข่ายอินเตอร์เน็ต ด้วยวิธีการสุ่มหมายเลขโทรศัพท์ของประชาชนที่ปรากฏข้อมูลอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของจำเลยทั้งสี่กับพวก แล้วโทรศัพท์หรือส่งข้อความทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อไปยังประชาชนทั่วไป รวมทั้งประชาชนไทยในราชอาณาจักร และแจ้งแก่ผู้ที่ได้รับการติดต่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จต่าง ๆ ในลักษณะอ้างตนเองเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารพาณิชย์และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หลอกลวงผู้ได้รับการติดต่อว่าผู้นั้นเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือมียอดการใช้เงินในบัญชีสูงผิดปกติ ให้ไปตรวจดูยอดเงินในบัญชี หรือให้ไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงรหัสข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีธนาคารที่ประชาชนผู้ถูกหลอกลวงใช้บริการหรือให้ไปดำเนินการใส่รหัสผ่าน หรือรหัสสั่งให้ระงับการทำรายการในบัญชีเงินฝาก บัตรเบิกถอนเงินสดเอทีเอ็มหรือรหัสระงับบัญชีธนาคาร หรือรหัสป้องกันมิให้ข้อมูลรั่วไหล โดยแจ้งว่าเพื่อเป็นการป้องกันมิให้ผู้อื่นเบิกถอนเงินออกจากบัญชีของประชาชนผู้ถูกหลอกลวงได้ ซึ่งเป็นการหลอกลวงเหมือนกัน อันมีลักษณะเป็นการหลอกลวงทั่วไป มิได้มุ่งหมายเจาะจงหลอกลวงคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ ขึ้นอยู่กับว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกจะสุ่มได้หมายเลขโทรศัพท์ของประชาชนคนใดที่ปรากฏข้อมูลอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของจำเลยทั้งสี่กับพวกเพื่อทำการหลอกลวง การกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องจึงเป็นการร่วมกันฉ้อโกงประชาชน

  

    ฉ้อโกงรถ 
       ก.ขายรถจักรยานยนต์ให้ข.ไปแล้วแต่ ข.ยังชำระเงินให้ก.ไม่ครบ ก.จึงเอารถคันนั้นคืนโดยใช้อุบายหลอกลวงว่าขอยืมรถไปเอาทะเบียนรถมาให้ข. แต่กลับไม่เอารถและทะเบียนรถมาให้ข. เช่นนี้กรรมสิทธิ์ของรถโอนไปเป็นของข. แล้วที่ก.เอารถไปได้ก็โดยใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าจะเอาทะเบียนรถมาให้ข. เมื่อก.ไม่ได้เอาทะเบียนรถและรถมาให้ข. เห็นได้ว่าข.มิได้มีเจตนามอบการครอบครองรถให้ก. เมื่อก.เอารถไปเป็นของตนจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอก แต่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง (ฎีกาที่๓๔๕/๒๕๑๖)

    

       ฉ้อโกงบัตรเอ.ที.เอ็ม.

ก.รับอาสาว่าจะนำบัตรบริการเงินด่วนของ ข.ไปตรวจสอบยอดเงินในบัญชีเงินฝาก แต่กลับนำบัตรดังกล่าวไปเบิกถอนเงินจากตู้เอ.ที.เอ็ม.ของธนาคาร เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่า ก.หลอกลวงเอาบริการเงินด่วนของ ข.เพื่อนำไปใช้เบิกถอนเอาเงินจากตู้ เอ.ที.เอ็ม. และการที่ก.ใช้บัตรบริการเงินด่วนของข.ผู้เสียหายเบิกถอนเงินถือได้ว่า เงินที่จะเลยเบิกถอนจากตู้เอ.ที.เอ็ม. เป็นเงินของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

ผู้ใดทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใดๆ แม้เป็นขอตนเอง จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น หรือทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท 

นายก. เผากอหญ้าและกิ่งไม้ใบไม้แห้ง ไฟลามกำลังจะไปไหม้โรงข้าวของนายข.แต่ดับไฟได้ก่อน ถือเป็นการน่ากลัวอันตรายแก่ทรัพย์ ย่อมเป็นความผิด   

 

            ยืม

      ยืมใช้คงรูป เป็นการยืมเพื่อใช้สอยทรัพย์สินสิ่งได้สิ่งหนึ่ง และจะคืนให้ผู้ให้ยืม โดยไม่มีค่าตอบแทน ผู้ยืมมีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ทรัพย์สินที่ยืม